“น้ำมันพืช” หรือ “น้ำมันหมู” ปลอดภัยกว่ากัน

จากการเรียนการสอนในวิชาเคมี เรื่องไขมันและน้ำมัน กับคำถามที่ว่า น้ำมันพืช กับน้ำมันสัตว์น้ำมันชนิดไหนดีว่ากัน  คำถามจากนักเรียนนับเป็นจุดเริมต้นแห่งการเรียนรู้และนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้และเกิดเป็นองค์ความรู้ฝังแน่น ปลูกฝังให้นักเรียนเกิดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และเป็นการสร้างเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นพื้นฐานของการสร้างนวัตกรรมในอนาคต

นักวิชาการสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แจ้งข้อเท็จจริงน้ำมันว่าประเภทไหนอันตรายต่อสุขภาพ ขึ้นอยู่กับรูปแบบการนำไปใช้ในการปรุงอาหารประเภทผัดหรือทอด ที่อุณหภูมิ “จุดเกิดควัน” ต่างกัน หากยึดตามหลักโภชนาการบริโภคแบบพอดีและถูกประเภท จะปลอดภัย ดังนั้นผู้บริโภคจะต้องเป็นผู้ตัดสินและเลือกของดีที่มีความปลอดภัยเอง

น้ำมันหมูมีข้อดีที่ผลิตได้ง่ายกว่าน้ำมันพืช เพียงนำมันหมูแข็งสีขาวมาเจียวก็ได้น้ำมันไว้ใช้แล้ว ต่างจากน้ำมันพืชที่ต้องผ่านกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรมหลายขั้นตอน ทำให้หลายคงเชื่อว่า อาจเกิดการปนเปื้อนสารเคมี จึงสรุปว่าน้ำมันหมูมีความปลอดภัยกว่า น้ำมันหมูยังมีจุดเกิดควันสูง (Smoke Point) เมื่อนำไปปรุงอาหารประเภททอดซึ่งใช้ความร้อนสูงจึงไม่ก่อให้เกิดสารก่อมะเร็ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว น้ำมันหมูนั้นมีไขมันเลว เช่น คอเลสเตอรอลและกรดไขมันอิ่มตัวปริมาณสูง หากรับประทานเป็นประจำจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคเรื้อรังหลายชนิด ทั้ง โรคหัวใจ ภาวะไขมันในเลือดสูง และโรคมะเร็ง

น้ำมันพืชมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง ปราศจากไขมันอันตราย แต่บางชนิดมีจุดเกิดควันต่ำมาก หากนำมาทอดอาหารจะทำให้เกิดสารก่อมะเร็งทำลายสุขภาพได้นอกจากนี้ น้ำมันพืชยังมีหลายชนิดให้เราเลือกใช้ อาทิ น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันมะกอก น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว แต่ละชนิดมีข้อดีข้อเสียต่างกัน เช่นน้ำมันถั่วเหลือง และ น้ำมันรำข้าว มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่งสูง ไขมันอิ่มตัวต่ำ จึงมีคุณสมบัติช่วยลดไขมันร้ายชนิดแอลดีแอล แต่มีข้อเสียที่ลดไขมันดี ชนิดเอสดีแอลที่ช่วยนำไขมันส่วนเกินไปกำจัดที่ตับด้วยมีจุดเกิดควันต่ำ เหมาะสำหรับผัดโดยใช้ไฟอ่อน    น้ำมันมะกอก มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว 1 ตำแหน่งสูง ไขมันอิ่มตัวต่ำ จึงช่วยลดไขมันร้ายโดยไม่ลดไขมันดี ทั้งมีสัดส่วนของกรดไขมันโอเมก้า และโอเมก้า 3 ในปริมาณที่เหมาะสมเหนือกว่าน้ำมันชนิดอื่น จึงช่วยให้ร่างกายเกิดความสมดุล  เหมาะสำหรับปรุงอาหารประเภทผัดไฟอ่อน หรือเป็นส่วนผสมในน้ำสลัด จึงจะให้คุณค่าทางโภชนาการสูง หากใช้ผิดวิธี ผัดไฟแรงหรือทอดอาจทำให้น้ำมันดีกลายเป็นน้ำมันก่อโรคก่อมะเร็งได้    น้ำมันปาล์มและน้ำมันมะพร้าว มีกรดไขมันอิ่มตัวสูงคล้ายน้ำมันหมู จึงมีจุดเกิดควันสูง เมื่อใช้ทอดอาหารจึงไม่ก่อให้เกิดสารก่อมะเร็ง

กล่าวโดยสรุปก็คือ ทั้งน้ำมันพืชและมันหมู ต่างก็เป็นไขมันที่ไม่ควรรับประทานมาก ถ้ารักสุขภาพไม่ควรรับประทานของทอดอยู่แล้ว และไม่จำเป็นต้องนำน้ำมันหมูไปคลุกข้าวกิน หรือผัดผักทุกวัน แต่สามารถใช้น้ำมันมะกอกคลุกข้าว ทำน้ำสลัด หรือใช้น้ำมันรำข้าวผัดผักจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่า เพียงเท่านี้นักเรียนก็จะสามารถรู้จักเลือกที่บริโภคไขมันและน้ำมันในปริมาณที่เหมาะสมกันแล้วนะครับ

พบกันใหม่ในครั้งหน้ากับเรื่องราวดีๆที่มาสเตอร์จะนำมาฝากพวกเราชาวเซนต์ปอลคอนแวนต์ สุดท้ายนี้ มาสเตอร์มีบทกลอนดีๆเกี่ยวกับการเลือกบริโภคไขมันและน้ำมันมาฝากพวกเราชาวเซนต์ปอลคอนแวนต์ครับ

“น้ำมันหมู ทุกคนรู้ ควรตระหนัก          
ควรจะพัก หยุดบ้าง อย่างสร้างสรรค์
ให้พลังงาน มากมาย ไปหลายวัน        
ให้นึกหวั่น ถึงทุกข์โศก และโรคภัย

น้ำมันพืช ให้พลังงาน มากคุณค่า          
รู้ดีว่า  ค่ามากล้น   กว่าสิ่งไหน
ทานพอดี ก็เป็นสุข ในหัวใจ                  
และห่างไกล จากโรคร้าย ทำลายเรา
”

เรียบเรียงโดย

มาสเตอร์สุริยัน กะรัตน์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์

แหล่งที่มา

น้ำมันหมู VS น้ำมันพืช กินอย่างไหนดี

http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9590000102864

การเรียนภาษาอังกฤษไม่ง่าย แต่คุ้มค่า
สารคดีรูปภาพจากกิจกรรมนักพฤกษศาสตร์ รุ่นเยาว์ เรื่อง ข้าว